การสมัครงานในเยอรมนี

ตอนที่ 1 – CV 

เขียนโดย วัชรพล ยังยืน (เบนซ์) 

November, 2019

germany-flag-icon.png

จุดเริ่มต้นที่เบนซ์ชอบงานสาย HR คือ เบนซ์เริ่มทำงาน (Ausbildung) ตอนอายุ 18-20 ปี ที่ Samsung โดยจะมีการย้ายแผนกทุกๆ 3 เดือน วนไปจนถึง HR ซึ่งเป็นแผนกที่เบนซ์ทำงานแล้วมีความสุขมากที่สุดและคิดว่ามันเหมาะกับเบนซ์  เหตุผลที่ชอบเพราะว่าเราได้ช่วยคนในหลายๆด้าน ทั้งด้านการพัฒนา (learning and development) มีการหาพนักงาน (recruit) ที่เหมาะสม การคัดเลือก (selection process) ต่างๆ รวมถึงช่วยเหลือ (on boarding) พนักงานใหม่ที่มาทั้งคนเยอรมันเองหรือคนที่มาจากต่างประเทศ เบนซ์รู้สึกว่าเหมือนเราช่วยให้เค้าได้เริ่มงานหรือเริ่มชีวิตใหม่ในเยอรมนี ต่อมาเบนซ์ได้ไปทำงาน (working student) ที่สนามบินในส่วนของแผนก recruiting ประมาณ 8-9 เดือน โดยในช่วงที่กำลังเป็นนักศึกษาอยู่ ซึ่งเบนซ์เรียนเกี่ยวกับสังคมวิทยาพอเรียนจบก็ไปทำเป็นนักศึกษาฝึกงาน (trainee) แผนก HR ในบริษัทที่ปรึกษา (consulting) ด้าน HR

ปัจจุบันเบนซ์ย้ายมาอยู่ที่บริษัท Elektrobit ซึ่งมีสำนักงานใหญ่อยู่ที่ Erlangen เบนซ์เริ่มจากเป็นผู้เชี่ยวชาญ (Specialist) ด้าน HR แล้วก็ได้ขยับมาเป็น Executive assistant ซึ่งคล้ายๆมือขวาของหัวหน้า HR และตอนนี้เบนซ์กำลังเรียนปริญญาตรี (Professional Bachelor) ด้านบริหารไปด้วย ซึ่งก็สามารถมาช่วยงานที่เบนซ์ทำอยู่ด้วย

10 คำถามเพื่อการเขียน CV ที่ดี 

 

1. รูปถ่ายใส่หรือไม่ใส่ใน CV ดี

 

สำหรับรูปถ่ายนะ เมื่อก่อนในเยอรมนีจะมีธรรมเนียมเวลาประกาศรับสมัครงานก็มักจะมีการขอรูปถ่ายด้วย แต่ตอนนี้พอมี Equal treatment law  ซึ่งในกรณีที่เป็นงานทั่วไปนั้น บริษัทไม่สามารถจะระบุว่าให้ผู้สมัครใส่รูปถ่ายใน CV เพื่อไม่ให้เกิดการเลือกปฏิบัติ (discrimination) ขึ้น  รวมทั้งไม่สามารถระบุได้ว่าต้องการผู้สมัคร เพศหญิงหรือชาย สัญชาติใด อายุเท่าไหร่ สถานะโสดหรือแต่งงาน แต่การใส่รูปถ่ายใน CV ก็เป็นธรรมเนียมที่ทำกันมานาน ผู้สมัครจึงมักจะใส่รูปถ่ายมาด้วย แม้จะไม่ได้มีการระบุไว้  ซึ่งก็เป็นสิ่งที่ดี เพราะความจริงแล้ว HR ก็อยากมีข้อมูลนี้ไว้เหมือนกัน ลักษณะของรูปถ่ายที่ควรนำมาใส่ใน CV ของที่นี่นั้นอาจจะมีความแตกต่างจากรูปถ่ายที่เบนซ์เคยเห็นในใบสมัครที่ส่งไปให้บริษัทไทยรวมทั้งประเทศอื่นๆ ซึ่งผู้ที่สนใจสามารถเข้าไปเช็คในเว็บไซต์ที่เบนซ์แนะนำไว้ได้ 

เบนซ์แนะนำ:  ถ้ามีรูปถ่ายที่ดูเหมาะสม (professional) ก็ให้ใส่ไปด้วย เพราะอาจจะทำให้ผู้สมัครดูมีความน่าสนใจหรือความมั่นใจที่เหมาะสมกับตำแหน่งงานนั้นๆ หรือในกรณีที่ไม่มีรูปถ่ายที่ดู professional ก็ไม่ต้องใส่ไป เช่นรูป profile ที่ใช้ใน Facebook Instagram หรือรูปselfie  เพราะเรื่องการใส่รูปถ่ายนี้เป็นแค่ธรรมเนียมที่ทำต่อๆมา ในมุมมองของเบนซ์นะ รูปถ่ายที่ดีอาจจะช่วยเราได้ แต่รูปถ่ายที่ไม่ดีนั้นสามารถฆ่าเราได้เหมือนกัน  

2. ประวัติการศึกษา ประวัติการทำงาน ใส่แค่ไหนดี

 

 

 

 

 

 

 

 

 

diploma-icon.png
envelope-icon.png
football-helmet-icon.png

ตัวเบนซ์มองว่าแล้วแต่อายุนะ แล้วก็เคยเรียนอะไรมาบ้าง ส่วนตัวคิดว่าถ้าจบปริญญาตรีแล้วก็ไม่จำเป็นต้องใส่ประวัติตอนมัธยมมา บริษัทสนใจว่าเรียนอะไรมาตอนปริญญาตรีมากกว่า เพราะว่ามันเป็นสิ่งที่เค้าเลือกเองมี  ทางเลือกมากกว่าตอนมัธยม และอาจจะเกี่ยวข้องกับงานที่จะทำมากกว่า สำหรับเกรดนั้นก็สำคัญเหมือนกัน แต่ก็ไม่ใช่ว่าเกรดไม่ดีแล้วจะไม่มีโอกาส ซึ่งอันนี้ทัศนคติ (attitude) ของคนที่จัดหาพนักงาน (recruiter) ก็จะแตกต่างกันออกไป ตัวเบนซ์เองพอเห็นว่าผู้สมัครที่ตอนเรียนเค้าได้เกรดดี ผู้สมัครเองก็ดูมีความน่าสนใจมากขึ้นแต่ก็ยังจะต้องสัมภาษณ์เพื่อทำความรู้จักเพิ่มขึ้นในเรื่องของบุคลิกหรือรูปแบบการทำงานอยู่ดีว่าจะเข้ากับทีมได้มั้ย การสมัครงานที่เยอรมนีนะ เค้าให้ความสำคัญกับประสบการณ์ทำงาน และ ความสำเร็จ

อันนี้แล้วแต่คนที่จัดหาพนักงาน (recruiter) ซึ่งบางคนก็อยากรู้ บางคนก็คิดว่าไม่มีหรือไม่ใส่ก็ไม่เป็นไร แต่ส่วน    ตัวเบนซ์เองคิดว่าถ้าไม่ได้พิเศษจริงๆ ก็ไม่ต้องใส่ก็ได้ อย่างเช่น ว่ายน้ำ ดูหนัง อ่านหนังสือ เป็นสิ่งทั่วไปหรือทำในชีวิตประจำวันอยู่แล้ว  อันที่คิดว่าใส่แล้วดีที่เบนซ์เคยเห็นมาก็เช่น เล่นหมากรุก แล้วเคยไปแข่งชนะเป็น Top 100 ระดับโลก ก็แสดงให้เห็นว่าผู้สมัครเป็นคนมีความคิดเชิงกลยุทธ์ (strategic thinking) รวมทั้งมีความมุ่งมั่นในการทำสิ่งนี้  หรืออีกตัวอย่างนึงคือ เล่นฟุตบอล มีทีมแล้วไปแข่งขันมา ซึ่งถึงแม้ว่าคนเยอรมันจะเล่นฟุตบอลเป็นเรื่องปกติอยู่แล้ว  แต่การที่ผู้สมัครเป็นสมาชิกในทีมและมีการไปแข่งขันมาก็แสดงให้เห็นว่าเค้าทำงานเป็นทีมได้ (team player) มีความขยันมีวินัยเพราะต้องมีการไปเทรน 

ถ้าบริษัทระบุให้ส่งไปด้วยก็ให้เราเขียนส่งไป หรือถ้าบริษัทเค้าไม่ได้บอกว่าให้ส่ง ก็แล้วแต่เราว่าอยากจะส่งด้วยหรือไม่ บางคนเบนซ์คิดว่าเค้ายังชอบอ่านอยู่นะ แต่ความจำเป็นที่ผู้สมัครจะต้องส่งไปก็ลดลงมากกว่าเมื่อก่อน  อย่างเมื่อตอนที่เบนซ์อยู่ที่บริษัทเก่าหัวหน้าเค้าก็ชอบอ่านเพราะเค้าอยากรู้ว่า ทักษะภาษาที่เขียนมาอยู่ในระดับไหน ใช้งานได้มั้ยอะไรแบบนี้ ซึ่งการส่งไปด้วยก็อาจจะเพิ่มความน่าสนใจในตัวของผู้สมัครเวลาพูดคุยสัมภาษณ์

เบนซ์แนะนำ: ถ้ามีเวลาก็ให้เขียน motivation หรือ cover letter ส่งไปด้วย ไม่ควรเกิน 1 หน้า โดยเนื้อหาที่เขียนต้องเข้ากับตำแหน่งและบริษัทที่เราจะไปสมัคร ไม่ใช่เนื้อหาที่เราสามารถส่งไปให้กับบริษัทอื่นโดยแค่ปรับเปลี่ยนชื่อตำแหน่งและบริษัท

(achievement) ต่างๆที่เราเคยทำมา ยกตัวอย่างเช่น ถ้ามีผู้สมัคร A ได้เกรดดีมากแต่ไม่เคยมีประสบการณ์ทำงาน ในขณะที่ผู้สมัคร B ตอนเรียนนั้นได้เกรดกลางๆ แต่เคยมีประสบการณ์ทำงานมา หรือมีหนังสือรับรอง (reference letter) ที่ดีมาจากหัวหน้าเก่า ในกรณีนี้ผู้สมัคร B อาจจะมีโอกาสได้รับการคัดเลือกเข้าทำงานมากกว่า  คำถามในส่วนของประวัติการทำงานนั้นว่าจะต้องใส่ละเอียดขนาดไหน เบนซ์ว่าHR ส่วนใหญ่อยากเห็นทั้งหมดเลยว่าเคยทำอะไร ที่ไหนมาบ้าง ถึงแม้จะทำให้ CV เกิน 1 หน้าไป ก็ไม่เป็นไร เช่น ถ้าสมัครตำแหน่ง sales manager แต่ตัวเราเคยเป็นพนักงานเสิร์ฟร้าน xyz ก็ใส่ไปว่าช่วงเวลาไหน   ส่วนที่เราเคยไปเป็นพนักงานขายในร้าน abc ก็ให้ใส่รายละเอียดไปด้วย เช่น เคยขายอะไร ทำหน้าที่อะไรบ้าง  

เบนซ์แนะนำ:  เกรดในเรื่องของการเรียนก็มีความสำคัญ แต่ประสบการณ์ทำงานนั้นสำคัญกว่า  ในส่วนของประวัติการทำงานเบนซ์แนะนำว่าให้ใส่ ประวัติการทำงานที่เคยทำไปทั้งหมด โดยไม่ควรมีช่วงว่าง (gap) ของเวลา แต่อันไหนที่เกี่ยวข้องกับงานที่จะสมัครก็ให้ใส่รายละเอียดเข้าไปด้วย เช่น ตอนนั้นได้ทำอะไรบ้าง ตอนสัมภาษณ์จะได้มีการถามเพิ่มเติมได้

3. เขียน Motivation/ personal statement ด้วยดีไหม

จากที่ทำงานมาเบนซ์ว่ามันไม่ใช่ธรรมเนียมหรือรูปแบบของคนเยอรมันที่จะเขียนเป็นย่อหน้าลงไปใน CV  สำหรับตัวเบนซ์เองคิดว่าถ้าจะใส่ว่า looking for new challenge หรือ I am motivated and passionate about … มันก็ดูเหมือนๆกับทุกคนก็คิดว่าไม่ต้องใส่ไปดีกว่า  แต่เบนซ์เคยเห็นตัวอย่างที่ใส่มาแล้วดูน่าสนใจดี เค้าบอกว่า I have … years experiencing in leadership position หรือ I have managed team of 40 people หรือ I have doubled the sales revenue แบบนี้เบนซ์คิดว่าโอเค ดูมีความสำเร็จ (achievement) ที่เกิดขึ้นจริงๆ

เบนซ์แนะนำ: สามารถใส่ได้ถ้าผู้สมัครมีอะไรที่อยากจะนำเสนอและบ่งบอกว่าถึงความสำเร็จในการทำอะไร ระดับไหน แต่ก็อาจจะไม่ต้องยาวหรือใส่รายละเอียดเยอะเกินไป

4. เขียน CV เป็นภาษาอังกฤษ หรือ ภาษาเยอรมัน ดี 

สำหรับภาษาที่จะใช้เขียน CV นั้นแล้วแต่บริษัทและตำแหน่งงานที่เราสมัครเลย  

เบนซ์แนะนำ: ดูง่ายๆจาก รายละเอียดของงาน  (job description) ที่เค้าประกาศไว้ว่าบริษัทหรือตำแหน่งที่เราต้องการจะสมัครนั้นให้น้ำหนักความสำคัญกับภาษาไหนมากกว่า ก็ส่ง CV เป็นภาษานั้นไป

5. ใส่ระดับของทักษะ (skill) ยังไงดี

ในเรื่องทักษะ (skill) เช่น ภาษาต่างประเทศ หรือคอมพิวเตอร์นั้น เบนซ์เคยเห็น CV ที่ใส่ระบุความสามารถมาเป็นดาว เช่น Microsoft Word 3 ดาว  แต่สำหรับตัวเบนซ์เองหรืออย่างเพื่อนร่วมงานคนอื่นพอเห็นแบบนี้ก็จะสงสัยว่า 3 ดาวของเรากับของคนสมัครนั้นจะมีความหมายเหมือนกันหรือเปล่า  ส่วนตัวเบนซ์คิดว่าอยากให้บอกเป็นคำศัพท์ไปเลย เช่น Chinese – conversational หรือ German – business proficient อะไรแบบนี้  ซึ่งจะทำให้คนสัมภาษณ์รู้ว่าทักษะภาษาเรานั้นสามารถใช้งานได้ระดับไหน หรือตรงกับที่เค้าอยากได้หรือเปล่า แล้วถ้าเราเคยไปสอบอะไรมาก็ให้เขียนตามที่หนังสือรับรอง (certificate) ระบุไปด้วย อย่างเช่น German – B2 (Goethe)   English – 7.5 (IELTS) English – 99 (TOEFL) 

เบนซ์แนะนำ: เวลาใส่ระดับของทักษะ (skill) ให้ระบุเป็นคำศัพท์ไปเลยว่า Beginner, Intermediate, Advance หรือ Proficient in Microsoft Word, Excel, PowerPoint ถ้าหากมีหนังสือรับรอง (certificate) ที่เคยไปสอบมาได้ ก็ให้ระบุตามนั้น เช่น German – B2 (Goethe)  ไม่ควรระบุเป็นดาวหรือใส่เป็นกราฟฟิกอื่นๆ

6. งานอดิเรก (hobby) ใส่หรือไม่ใส่ดี

เบนซ์แนะนำ: เราสามารถใส่งานอดิเรก (hobby) ลงไปใน CV ซึงเป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นว่าเรามีความมุ่งมั่นและจริงจังกับเรื่องนี้ โดยอาจจะแสดงให้เห็นว่า เรามีความพยายามในการทำและมีวินัย หรืออาจจะเป็นสิ่งที่บ่งบอกถึงบุคลิกของเราที่ตรงกับตำแหน่งที่สมัคร

 

7. รูปแบบ หรือ ออกแบบ CV แบบไหนดี

เบนซ์ว่า CV ที่มีโครงสร้าง (layout) เรียบง่าย แล้วมีสีสันนิดหน่อย ดีที่สุด แต่ถ้าสมัครตำแหน่งที่เป็นพวก graphic designer บริษัทโฆษณา ก็ควรโชว์ความคิดสร้างสรรค์ (creativity) ของเราไปในนั้นหน่อย  สิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับเบนซ์ คือ หาง่าย อ่านง่าย เข้าใจง่าย  ยกตัวอย่างตอนที่เบนซ์เคยทำงาน (working student) ในสนามบิน ตอนนั้นมีตำแหน่งนึงที่รับสมัครคนเยอะมากแต่เราเองมีเวลาน้อย ทำให้ต้องรีบอ่าน CV ของผู้สมัคร พอไปเจอ CV ที่ข้อมูลไม่ครบ เรียงไม่เป็นระเบียบ หรือสลับไปมา บางครั้งรายละเอียดเกี่ยวกับหนังสือรับรอง (certificate)  ที่เค้าเคยสอบมาไปใส่ไว้ในส่วนอื่น ทำให้หาได้ยาก ดังนั้นเค้าก็อาจจะเสียโอกาสในการถูกเรียกไปสัมภาษณ์ทั้งๆที่มีคุณสมบัติพร้อม ซึ่งเบนซ์อยากให้ผู้สมัครนึกถึงว่า คนที่จัดหาพนักงาน (recruiter) เค้าก็อาจจะมีเวลาจำกัด และต้องดูใบสมัครของคนอื่นๆด้วย ไม่ใช่แค่ของเราคนเดียว และสิ่งสำคัญที่เบนซ์อยากฝากถึงผู้สมัครก็คือ รูปแบบ CV นั้นแสดงถึงความเป็นตัวเราในระดับนึง เราอยากให้บริษัทเห็นเราเป็นคนแบบไหนก็ให้แสดงตัวตนของเราผ่าน CV ไป

เบนซ์แนะนำ: Less is more ไม่จำเป็นต้องแฟนซีมาก ขอเพียงให้ข้อมูลครบ หาง่าย อ่านง่าย รวมทั้งให้เข้าใจและมองจากมุมมองของคนที่จัดหาพนักงาน (recruiter) ในเรื่องของข้อจำกัดด้านเวลาและจำนวนของผู้สมัคร

8. ควรส่ง motivation หรือ cover letter ไปด้วยดีไหม

9. Reference letter จากบริษัทเก่า จำเป็นมั้ย

 

สำหรับหนังสือรับรอง (reference letter) ที่เบนซ์เคยเห็นของน้องๆที่ใส่ใน CV มา มักจะใส่เป็นชื่อและรายละเอียดของบริษัทเก่าเพื่อไว้ให้ติดต่อ ซึ่งแบบนี้เบนซ์เข้าใจว่าเป็นรูปแบบอเมริกัน แต่ที่เยอรมนีเค้าไม่นิยมใส่หรือติดต่อกลับไปอีกบริษัทนึงเพื่อถามว่าผู้สมัครคนนี้เป็นยังไง เพราะต่างคนต่างต้องมีเวลาพูดคุย  ในเยอรมนีนั้นจะมีระบบ หนังสือรับรอง (reference letter) ซึ่งเรามีสิทธิที่จะให้บริษัทที่เราเคยทำงานด้วยออกหนังสือรับรอง (reference letter) ให้เรา หลังจากสิ้นสุดการเป็นพนักงานที่นั่น คนเยอรมันส่วนใหญ่เวลาสมัครงานนั้นเค้าก็จะแนบตัว หนังสือรับรอง (reference letter) นี้ไปด้วย ซึ่งหนังสือรับรอง (reference letter) ในเยอรมนีจะมีรูปแบบภาษาและการตีความโดยเฉพาะ ซึ่งเค้าอ่านแล้วจะรู้ว่าเราทำงานเป็นยังไงจากบริษัทเดิม มีความพยายามมากน้อยแค่ไหน  โดยผู้สมัครไม่ควรส่งหนังสือรับรอง (reference letter) ที่มีอายุเกิน 5 ปี หรือแค่ 3 ฉบับก็เพียงพอแล้ว 

เบนซ์แนะนำ: เนื่องจากหนังสือรับรอง (reference letter) ในเยอรมนีมีรูปแบบเฉพาะ ก่อนส่งควรจะทำความเข้าใจหรือให้คนเยอรมันช่วยอ่านก่อนว่าคำพูดใน reference letter นี้จะส่งผลดีต่อตัวเราหรือไม่  ถ้าคิดว่าอาจจะไม่เป็นผลดีก็ไม่ต้องส่งไป ถ้าบริษัทที่เราสมัครงานนั้นขอเพิ่มเติม จึงค่อยส่งให้ทีหลัง 

10. ตัวอย่าง CV ทั้งภาษาอังกฤษและภาษาเยอรมัน

เบนซ์แนะนำ: ถ้าเป็น CV รูปแบบเยอรมันนั้น เบนซ์คิดว่าเว็บไซต์นี้สามารถช่วยให้เราเข้าใจรูปแบบ CV และรูปถ่ายในแบบของเยอรมันได้ดี และเห็นถึงความแตกต่างในรูปแบบของ CV ที่ใช้ในประเทศอื่นๆ ผู้ที่สนใจสามารถหาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ลิงก์นี้

https://www.tt-bewerbungsservice.de/tabellarischer-lebenslauf/tabellarischer-lebenslauf-vorlage.html

Written by

Watcharaphon Yangyuen

Executive Assistant - HR